บทความ

Article

Slemming-สลายไขมัน
Facebook
X
Email

หัวข้อที่น่าสนใจ

Slemming-สลายไขมัน

บอกลาส่วนเกินกวนใจ กับโปรแกรมฉีดสลายไขมันเฉพาะจุด

บ่อยครั้ง เรามักคุ้นชินกับคำที่ว่า “การสลายไขมันไม่มีอยู่จริง” แต่ในช่วงเวลาที่เทคโนโลยีเสริมความงามนั้น เริ่มเฟื่องฟูเฉกเช่นทุกวันนี้ การสลายไขมันเฉพาะจุด ถือเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ และไม่ไกลตัวอย่างที่คิด! หลายท่านอาจกำลังสงสัยว่า แล้วการสลายไขมันเฉพาะจุด นั้นมีวิธีการอย่างไร? บทความนี้ Lienjang จะพาทุกท่าน ไปทำความรู้จักกับโปรแกรมสลายไขมันกันให้มากขึ้นกัน

โปรแกรมฉีดสลายไขมัน คืออะไร? มีวิธีการทำงานอย่างไร?

โปรแกรมฉีดสลายไขมัน หรือที่รู้จักกันในชื่อ เมโสแฟต (Mesotherapy Fat) เป็นวิธีสลายไขมันเฉพาะจุดโดยไม่ต้องผ่าตัด แพทย์จะฉีดยาสลายไขมันเข้าสู่ชั้นไขมันใต้ผิวหนัง ยาที่ใช้ประกอบด้วยสารออกฤทธิ์ที่ช่วย ทำลายเซลล์ไขมันให้แตกตัว (lipolysis) หลังจากเซลล์ไขมันแตก ร่างกายจะค่อยๆ กำจัดไขมันเหล่านั้นออกทาง ระบบน้ำเหลืองและไต กระบวนการนี้ทำให้บริเวณที่ฉีดดูเล็กลงและกระชับขึ้น โดยไม่ต้องผ่าตัดหรือดูดไขมัน เหมาะสำหรับสลายไขมันบริเวณเล็กๆ

โปรแกรมฉีดสลายไขมัน (เมโสแฟต) ทำไมถึงได้รับความนิยม?

โปรแกรมฉีดสลายไขมัน (เมโสแฟต) ได้รับความนิยมอย่างมากเพราะเป็น วิธีสลายไขมันเฉพาะจุดที่ปลอดภัยและไม่ต้องผ่าตัด ผู้เข้ารับบริการสามารถปรับรูปร่างและสลายไขมันบริเวณเล็กๆโดยไม่ต้องพักฟื้นนาน และผลลัพธ์ดูเป็นธรรมชาติ นอกจากนี้ ยังช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือดและระบบน้ำเหลือง ทำให้ผิวบริเวณที่ฉีดเรียบเนียนขึ้น คนยุคใหม่ที่ต้องการลดไขมันแบบรวดเร็วและสะดวก จึงนิยมเลือกวิธีนี้มากกว่าการดูดไขมันหรือการลดน้ำหนักแบบทั่วไป

การฉีดสลายไขมัน กี่วันเห็นผล?

ผลลัพธ์จากการฉีดสลายไขมัน มักเริ่มเห็นความแตกต่างเล็กน้อยภายใน 1–2 สัปดาห์ หลังทำเพราะไขมันจะถูกขับออกไปประมาณ 10 – 15% แต่จะเห็นผลชัดเจนประมาณ 2–4 สัปดาห์ เนื่องจากร่างกายต้องใช้เวลากำจัดไขมันที่สลายแล้วออกไปทางระบบน้ำเหลืองและไต สำหรับบางจุดที่มีไขมันมาก อาจต้องฉีดซ้ำ 2–5 ครั้ง เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามต้องการ โดยแพทย์จะเว้นระยะระหว่างครั้งประมาณ 1–2 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับตำแหน่งและปริมาณไขมัน

นิยมฉีดสลายไขมันในจุดไหนบ้าง ?

Slemming-สลายไขมัน

โปรแกรมสลายไขมันนิยมทำมากที่สุดจะเน้นบริเวณที่ลดเองยาก ออกกำลังกายก็ยังเห็นช้า โดยจุดที่คนนิยมทำ ได้แก่

  • บริเวณใบหน้า – ในบริเวณหน้าไขมันมักไปสะสมที่แก้ม และใต้คาง (เหนียง) ดังนั้นการสลายไขมันจึงทำเพื่อให้กรอบหน้าดูชัดเจนยิ่งขึ้น สำหรับสลายไขมันในบริเวณนี้จะใช้ตัวยา 4 – 18 CC. (ขึ้นอยู่กับไขมันสะสมของแต่ละบุคคล)
  • บริเวณต้นแขน ใต้รักแร้ และปีกด้านหลัง – ไขมันสะสมในบริเวณช่วงรักแร้ทั้งสามจุดถือเป็นปัญหาใหญ่ ที่ทำให้เวลาใส่เสื้อผ้าดูไม่สวย แม้ในผู้ที่ออกกำลังกาย ก็อาจยังมีไขมันสะสมในบริเวณดังกล่าวได้ เพราะกำจัดออกไปค่อนข้างยาก การสลายไขมันบริเวณนี้จะใช้ตัวยาในปริมาณข้างละ 20-40 CC. (ขึ้นอยู่กับไขมันสะสมของแต่ละบุคคล)
  • บริเวณหน้าท้อง – เมื่อพูดถึงไขมันสะสม ก็คงหนีไม่พ้นบริเวณหน้าท้อง ในส่วนนี้มีชั้นไขมันที่ค่อนข้างหนา เพราะเป็นอวัยวะหลักที่ทำการสะสมไขมันส่วนเกิน ดังนั้นการฉีดไขมันในส่วนนี้จึงต้องใช้ปริมาณยาค่อนข้างเยอะประมาณ 40 – 80 CC. (ขึ้นอยู่กับไขมันสะสมของแต่ละบุคคล) หลังจากการทำอาจต้องมีการควบคุมอาหารร่วมด้วย เพื่อให้ผลลัพธ์ของการทำหัตถการเกิดประสิทธิภาพสูงสุด และคงอยู่ยาวนาน
  • บริเวณรอบเอว (ไขมันห่วงยาง) – ถัดมาจากบริเวณหน้าท้อง ไขมันบริเวณรอบเอว ก็เป็นปัญหายอดฮิตที่ส่งผลต่อบุคลิกภาพ เช่นเดียวกันกับหน้าท้อง ไขมันในบริเวณนี้จะค่อนข้างหนา และต้องการตัวยา 40 – 80 CC
  • บริเวณต้นขา – ไขมันสะสมตรงต้นขา ไม่เพียงแต่ทำให้ดูตัวใหญ่เท่านั้น แต่ยังก่อปัญหาที่กวนใจใครหลายคนอย่างผิวเปลือกส้ม และผิวคล้ำที่เกิดจากการสีกันอีกด้วย ดังนั้นในบริเวณนี้จึงมีการทำโปรแกรมสลายไขมันอยู่บ่อยๆ ซึ่งจะใช้ตัวยาประมาณ 40-80 CC (ขึ้นอยู่กับไขมันสะสมของแต่ละบุคคล)

“อย่างไรก็ตามปริมาณที่ได้กล่าวมาเบื้องต้น เป็นเพียงการประมาณการเท่านั้น ปริมาณที่ใช้ย่อมขึ้นกับสภาพร่างกาย และลักษณะของไขมันในแต่ละบุคคล ดังนั้นก่อนทำควรปรึกษาแพทย์เพื่อให้เห็นผลดีที่สุด”

โปรแกรมสลายไขมัน ไม่เหมาะกับใคร?

โปรแกรมสลายไขมัน (เช่น การฉีดสลายไขมัน เครื่องสลายไขมันด้วยความเย็น/ความร้อน หรือเลเซอร์สลายไขมัน) มีข้อจำกัดทางการแพทย์บางประการ และ ไม่เหมาะกับบางกลุ่มคน ดังนี้

  1. สตรีตั้งครรภ์ หรืออยู่ระหว่างให้นมบุตร เพราะยังไม่มีข้อมูลความปลอดภัยต่อทารกที่ชัดเจน
  2. ผู้ที่มีประวัติแพ้ส่วนผสมของตัวยาแฟต เช่น แพ้ฟอสฟาติดิลโคลีน (PPC), แอล-คาร์นิทีน หรือสารประกอบอื่นๆ ต้องแจ้งแพทย์ก่อนทุกครั้ง
  3. ผู้ที่มีโรคประจำตัวบางชนิด เช่น โรคตับ โรคไต โรคภูมิแพ้ตัวเอง (Autoimmune) ผู้ที่มีปัญหาการแข็งตัวของเลือด ควรประเมินแพทย์ก่อนเสมอ
  4. บริเวณที่มีการติดเชื้อ ผิวอักเสบ หรือเป็นผื่นอยู่ ไม่ควรฉีดเพราะจะทำให้การอักเสบรุนแรงขึ้น
  5. ผู้ที่ใช้ยาละลายลิ่มเลือดบางชนิด อาจทำให้ช้ำ บวม และฟื้นตัวช้ากว่าปกติ ต้องแจ้งแพทย์ก่อนเสมอ
  6. ผู้ที่มีผิวแพ้ง่ายหรือบวมน้ำง่ายมาก อาจเกิดอาการบวมมากกว่าปกติหลังฉีด
  7. ผู้ที่ต้องการ “ลดน้ำหนักทั้งตัว” โปรแกรมสลายไขมันเหมาะกับไขมันเฉพาะจุดเท่านั้น ไม่เหมาะกับผู้ที่ต้องการลดแบบทั้งตัวหรือน้ำหนักเกินมาก
  8. ผู้ที่คาดหวังผลเร็วเกินไป เพราะโดยทั่วไปต้องทำต่อเนื่อง 2–4 ครั้งถึงจะเห็นผลชัดเจน

การเตรียมตัวก่อนทำโปรแกรมสลายไขมัน มีดังต่อไปนี้

  1. งดทานยาที่ทำให้เลือดหยุดยาก 3–7 วันก่อนทำ เช่น แอสไพริน, ไอบูโพรเฟน, fish oil, วิตามินอี, โสม (เพื่อลดโอกาสบวม–ช้ำหลังทำ)
  2. งดแอลกอฮอล์อย่างน้อย 24 ชั่วโมงก่อนทำ เพราะทำให้บวมง่าย ช้ำง่าย และฟื้นตัวช้าลง
  3. ดื่มน้ำให้เพียงพอ ช่วยให้ร่างกายขับไขมันหลังทำได้ดีขึ้น
  4. งดออกกำลังกายหนักก่อนทำ 24 ชั่วโมง เพื่อให้ร่างกายอยู่ในภาวะสมดุล ไม่อักเสบก่อนรับบริการ
  5. หากมีประวัติแพ้ยา/กำลังตั้งครรภ์/ให้นมบุตร ควรแจ้งแพทย์ก่อนเสมอ เพื่อประเมินความเหมาะสมและความปลอดภัย
  6. งดครีม / สกินแคร์ที่มี AHA-BHA / เรตินอล บริเวณที่จะทำ เพื่อป้องกันการระคายเคืองขณะทำหัตถการ

หลังทำโปรแกรมสลายไขมัน มีข้อปฏิบัติดังต่อไปนี้

  1. ดื่มน้ำมากขึ้น ช่วยเร่งกระบวนการขับไขมันออกจากร่างกาย ทำให้เห็นผลไวขึ้น
  2. ประคบเย็น 1–2 วันแรก ลดบวม–แดง และลดความระบมในบริเวณที่ฉีด
  3. หลีกเลี่ยงการนวดกดแรงๆ เพื่อป้องกันการอักเสบหรือรอยช้ำเพิ่ม
  4. งดออกกำลังกายหนัก 24–48 ชม. เพื่อลดการอักเสบและให้ตัวยาออกฤทธิ์ได้ดีที่สุด
  5. งดแอลกอฮอล์ 24–48 ชม. เพราะจะทำให้บวม ช้ำ และฟื้นตัวช้าลง
  6. หลีกเลี่ยงความร้อนจัด เช่น ซาวน่า อบไอน้ำ แช่น้ำร้อน ประมาณ 48 ชม.
    เพื่อลดอาการบวมแดง
  7. เตรียมพบอาการปกติหลังทำ บวมนุ่ม ๆ 1–3 วัน อาจคันเล็กน้อย รอยช้ำเล็กน้อยหายภายใน 5–7 วัน
    ถือว่าเป็นอาการปกติหลังฉีดสลายไขมัน
  8. ทาครีมบำรุงเบาๆ ได้ แต่หลีกเลี่ยงสกินแคร์กลุ่มกรด (AHA, BHA, Retinol) ชั่วคราว
  9. นัดทำซ้ำตามแพทย์แนะนำ ส่วนใหญ่จะทำทุก 2–4 สัปดาห์ เพื่อให้เห็นผลชัดเจนต่อเนื่อง

*หลังจากการทำอาจมีผลค้างเคียงเป็นรอยบวมแดงเล็กน้อย ในกรณีที่เกิดการอักเสบ หรือแพ้ ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อให้ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

เคล็ดลับเพิ่มประสิทธิภาพฉีดสลายไขมันให้เห็นผลเร็วขึ้น

แม้ว่าการทำโปรแกรมสลายไขมัน จะช่วยกำจัดไขมันในบริเวณที่ไม่ต้องการได้ แต่การดูแลตัวเองควบคู่กัน ก็ถือเป็นเรื่องสำคัญ หลังทำโปรแกรมสลายไขมัน การเลือกทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ลดของมันและของทอด และวางแผนออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ สัปดาห์ละ 2 – 4 ครั้ง จะช่วยทำให้ผลลัพธ์จากการทำโปรแกรมสลายไขมันอยู่กับคุณไปได้นานยิ่งขึ้น

ฉีดสลายไขมัน vs ดูดไขมัน ต่างกันอย่างไร เลือกแบบไหนดี?

ฉีดสลายไขมัน vs ดูดไขมัน ต่างกันอย่างไร เลือกแบบไหนดี?

แม้ทั้งสองวิธีจะช่วยลดไขมัน แต่มีความแตกต่างทั้งด้านวิธีการ ผลลัพธ์ และความเหมาะสม ดังนี้

  • ฉีดสลายไขมัน: แพทย์ฉีดยาสลายไขมันเข้าสู่ชั้นไขมันใต้ผิวหนัง ไขมันจะแตกตัวและถูกกำจัดออกโดยร่างกายเอง เหมาะกับไขมันเล็กๆ เฉพาะจุด เช่น ใต้คาง แก้ม แขน ผลลัพธ์ค่อย ๆ เห็นชัด 2–4 สัปดาห์หลังทำ และอาจต้องทำซ้ำหลายครั้ง ความเสี่ยงต่ำ ไม่ต้องผ่าตัด พักฟื้นสั้น สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ

  • ดูดไขมัน: แพทย์ใช้เครื่องมือดูดเอาไขมันออกจากร่างกายโดยตรง มักต้องใช้ยาชาและการผ่าตัดเล็ก เหมาะกับไขมันปริมาณมากหรือหลายจุด ผลลัพธ์เห็นชัดทันที แต่ต้องพักฟื้นและดูแลแผล เป็นการผ่าตัด มีความเสี่ยงเรื่องแผล บวม ช้ำ และต้องพักฟื้น เหมาะกับคนที่มีไขมันสะสมเยอะ ต้องการปรับรูปร่างหลายจุด หรืออยากเห็นผลรวดเร็ว

ทำโปรแกรมสลายไขมันกับ Lienjang

เพราะปัญหาไขมันนั้นแตกต่างกันในแต่ละบุคคล ที่ Lienjang Clinic thailand (ลีเอนจางคลินิก) จึงมีโปรแกรมสลายไขมัน หลากหลายแบบให้คุณได้เลือกใช้บริการ มีตั้งแต่โปรแกรมสำหรับผู้ที่มีไขมันน้อย ไปจนถึงผู้ที่มีชั้นไขมันหนา อีกทั้งยังมีโปรแกรมดูแลผิวหลากหลายรูปแบบ มากไปกว่านั้นผู้เข้ารับบริการทุกท่านจะยังมั่นใจในทุกโปรแกรมที่ทำ หากสนใจโปรแกรมสลายไขมันกับ Lienjang สามารถปรึกษาและสอบถามข้อมูลโปรโมชั่นได้ที่ Line Official Account : @Lienjangthailand

สอบถามปรึกษาแพทย์ฟรี

สอบถามปรึกษาแพทย์ฟรี