บทความ

Article

โครงสร้างผิวหนัง แต่ละชั้นเหมาะกับเครื่องยกกระชับตัวไหน?
Facebook
X
Email

โครงสร้างผิวหนัง แต่ละชั้นเหมาะกับเครื่องยกกระชับตัวไหน?

หัวข้อที่น่าสนใจ

อยากรู้ไหมว่าเครื่องยกกระชับ แต่ละชนิดทำงานลึกถึงผิวชั้นไหน? 🤔 หลายคนอาจไม่รู้ว่าผลลัพธ์ของการยกกระชับ ขึ้นอยู่กับว่าเรากำลังฟื้นฟูผิวในชั้นที่ถูกต้องหรือไม่! บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักกับ โครงสร้างผิวหนัง 

พร้อมอธิบายว่าเครื่องยกกระชับแต่ละแบบ เหมาะกับการกระตุ้นในระดับใดของผิว เพื่อให้เห็นผลจริงอย่างปลอดภัย หากคุณกำลังลังเลว่าจะเลือกทำโปรแกรมแบบไหนดี บทความนี้คือคำตอบ!  มาทำความเข้าใจ “ผิว” ของคุณให้ลึกขึ้น แล้วเลือกเครื่องยกกระชับที่ใช่ เพื่อผลลัพธ์หน้าเรียว ผิวตึง ดูอ่อนเยาว์อย่างมั่นใจได้เลย

โครงสร้างผิวหนัง คืออะไร ?

“ผิวหนัง” คืออวัยวะที่ห่อหุ้มร่างกายของเราไว้ทั้งหมด ทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันสิ่งแปลกปลอมจากภายนอก เช่น แบคทีเรีย แสงแดด ความร้อน และมลภาวะ รวมถึงช่วยรักษาความชุ่มชื้นภายในร่างกายไว้ด้วย ผิวหนังของคนเรามีความหนาเฉลี่ยประมาณ 2–3 มิลลิเมตร และโครงสร้างผิวหนังประกอบด้วย 5 ชั้น ที่แต่ละชั้นมีหน้าที่แตกต่างกัน

เปิดแผนที่ผิว! เจาะลึกโครงสร้างผิวหนังมีอะไรบ้าง ?

โครงสร้างผิวหนังแบ่งออกเป็น 5 ชั้นหลัก โดยแต่ละชั้นมีหน้าที่แตกต่างกัน แต่ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบเพื่อปกป้องร่างกายและคงความแข็งแรงของผิว โครงสร้างผิวหนังมีลักษณะอย่างไรเรามาดูกันเลย

เปิดแผนที่ผิว! เจาะลึกโครงสร้างผิวหนังมีอะไรบ้าง ?

หนังกำพร้า (Epidermis) ชั้นผิวหนังที่อยู่ด้านนอกสุด 

เป็นชั้นที่เรามองเห็นและสัมผัสได้โดยตรง ทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันร่างกาย จากมลภาวะ แบคทีเรีย แสงแดด และการสูญเสียน้ำจากผิว ชั้นนี้ไม่มีเส้นเลือดหรือเส้นประสาท แต่จะได้รับสารอาหารจาก “หนังแท้” ที่อยู่ถัดลงไป หนังกำพร้ามีความหนาประมาณ 0.05–1.5 มิลลิเมตร (บางที่สุดที่รอบตา หนาที่สุดที่ฝ่ามือ-ฝ่าเท้า) 

หนังแท้ (Dermis) ชั้นกลางของผิว 

เป็นชั้นที่อยู่ระหว่างหนังกำพร้าและชั้นไขมัน มีความหนามากกว่า หน้าที่หลักคือ ให้ความยืดหยุ่น ความแข็งแรง และหล่อเลี้ยงผิวให้มีชีวิตชีวา โครงสร้างสำคัญในชั้นหนังแท้ ได้แก่

  • Collagen: เส้นใยโปรตีนที่ทำให้ผิวแน่นและเต่งตึง
  • Elastin: ช่วยให้ผิวยืดหยุ่น ไม่หย่อนคล้อย
  • เส้นเลือดฝอย: ลำเลียงสารอาหารและออกซิเจนสู่ผิว
  • ต่อมเหงื่อและต่อมไขมัน: ช่วยควบคุมอุณหภูมิและความชุ่มชื้น
  • รูขุมขน (Hair follicle): ต้นกำเนิดเส้นขน
  • ปลายประสาท: รับรู้สัมผัส ความร้อน และความเจ็บปวด

ชั้นไขมันใต้ผิวหนัง (Subcutaneous tissue / Hypodermis) ชั้นในสุด 

เป็นชั้นที่อยู่ลึกสุด ประกอบด้วย เซลล์ไขมัน (Adipose tissue) และ เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน หน้าที่หลัก คือ เก็บพลังงานในรูปของไขมัน รักษาอุณหภูมิของร่างกาย รองรับแรงกระแทก ป้องกันอวัยวะภายใน ช่วยให้โครงหน้าดูอิ่มฟู มีวอลลุ่ม

ผิวหนังชั้น SMAS 

นอกจาก 3 ชั้นผิวที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ผิวชั้น SMAS ก็เป็นชั้นเนื้อเยื่อที่สำคัญเช่นกัน SMAS ย่อมาจาก Superficial Musculoaponeurotic System  แปลตรงตัวคือ “ระบบพังผืดกล้ามเนื้อชั้นตื้นของใบหน้า” เป็นชั้นเนื้อเยื่อที่อยู่ ระหว่าง “หนังแท้ (Dermis)” กับ “ชั้นกล้ามเนื้อใบหน้า (Facial muscle)” และเป็นชั้นสำคัญที่ช่วยพยุงโครงหน้าให้คงรูปไม่หย่อนคล้อย

ชั้นกล้ามเนื้อ (Muscle Layer)

ชั้นกล้ามเนื้อใบหน้า คือ ชั้นลึกที่สุด ที่อยู่ใต้ชั้น SMAS (Superficial Musculoaponeurotic System) เป็นส่วนที่ช่วยควบคุมการแสดงอารมณ์บนใบหน้า เช่น ยิ้ม ขมวดคิ้ว หรือพูด และยังเป็น “โครงสร้างพื้นฐาน” ที่ช่วยพยุงผิวและไขมันบนใบหน้าให้คงรูปอยู่ในตำแหน่งที่สวยงาม 

บทบาทสำคัญของชั้นกล้ามเนื้อใบหน้า ช่วยพยุงผิวและไขมันบนใบหน้า ควบคุมการเคลื่อนไหวของใบหน้า การเคลื่อนไหวซ้ำ ๆ ของกล้ามเนื้อบางส่วน จะทำให้เกิดริ้วรอยแบบ Dynamic Wrinkle (ริ้วรอยที่เกิดจากการแสดงสีหน้า)

3 องค์ประกอบสำคัญในโครงสร้างผิวหนัง

ผิวของเราจะดู เต่งตึง และชุ่มชื้นได้ก็เพราะมี “สามพลังผิว” ที่ทำงานร่วมกันอยู่ในชั้น หนังแท้ (Dermis) ได้แก่

  1. Collagen (คอลลาเจน) เส้นใยสร้างความแน่นของผิว คอลลาเจนคือ โปรตีนหลักที่เป็นโครงสร้างของผิวหนัง มีอยู่ถึงกว่า 70–80% ของชั้นหนังแท้ หน้าที่สำคัญเป็นโครงร่างหลัก ที่คอยพยุงผิวให้แน่นและเต่งตึง ช่วยให้ผิวเรียบเนียน ไม่หย่อนคล้อย มีส่วนช่วยในการสมานแผล
  2. Elastin (อีลาสติน) เส้นใยยืดหยุ่นของผิว อีลาสตินเป็น โปรตีนอีกชนิดหนึ่งที่อยู่คู่กับคอลลาเจน ในชั้นหนังแท้ หน้าที่สำคัญคือ ช่วยให้ผิวยืดและคืนตัวได้ ทำให้ผิวดูเด้ง ป้องกันผิวไม่ให้หย่อนคล้อย เมื่ออีลาสตินเสื่อม ผิวจะเริ่ม “หย่อน” และ “ย่น” เหมือนยางที่หมดแรงดีดกลับ
  3. Hyaluronic Acid (กรดไฮยาลูโรนิก) ตัวเติมน้ำให้ผิวฉ่ำฟู เป็นสารสำคัญที่อยู่ในช่องว่างระหว่างคอลลาเจนและอีลาสติน หน้าที่สำคัญคือ กักเก็บน้ำได้มากถึง 1,000 เท่าของน้ำหนักตัวเอง ทำให้ผิว “อิ่มน้ำ ฉ่ำฟู” ดูสุขภาพดี ช่วยให้ผิวเรียบเนียนและลดเลือนริ้วรอย เมื่อร่างกายขาด Hyaluronic Acid ผิวจะดูแห้งกร้าน หมองคล้ำ 

โครงสร้างผิวหนังสำคัญอย่างไร ? ทำไมต้องรู้ก่อนดูแลผิว

โครงสร้างผิวหนังสำคัญอย่างไร ? ทำไมต้องรู้ก่อนดูแลผิว

โครงสร้างผิวหนัง ไม่ได้เป็นแค่สิ่งที่ห่อหุ้มร่างกายเราเท่านั้น แต่ยังเป็นระบบป้องกันที่ซับซ้อนและมีบทบาทสำคัญต่อสุขภาพ ความงาม และการทำงานของร่างกายโดยตรง มาดูคำอธิบายแบบเข้าใจง่ายกัน

  • เป็นเกราะป้องกันร่างกาย (Protective Barrier) ผิวหนังทำหน้าที่เหมือน “กำแพงธรรมชาติ” ที่คอยป้องกันแบคทีเรียและเชื้อโรค สารเคมีและมลภาวะ แสง UV จากดวงอาทิตย์ และการสูญเสียน้ำจากร่างกาย ถ้าโครงสร้างผิวอ่อนแอหรือเสียสมดุล ผิวจะไวต่อการระคายเคือง เกิดสิวง่าย แห้งลอก หรือแพ้ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้นค่ะ
  • ช่วยรักษาความชุ่มชื้นของผิว (Moisture Retention) โดยเฉพาะชั้นหนังกำพร้าและสาร Hyaluronic Acid ในหนังแท้ จะช่วย เก็บกักน้ำไว้ในผิว ทำให้ผิวดูอิ่มฟู นุ่มลื่น และไม่แห้งกร้าน หากชั้นผิวเสียหาย ความชุ่มชื้นจะระเหยออกไป ทำให้ผิวแห้งตึง หมองคล้ำ และเกิดริ้วรอยก่อนวัย
  • ควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย (Thermoregulation) ในชั้นหนังแท้มี ต่อมเหงื่อและเส้นเลือดฝอย ที่ช่วยระบายความร้อนออกจากร่างกาย ขณะเดียวกัน ชั้นไขมันใต้ผิวก็ช่วย เก็บความร้อน เมื่ออากาศเย็น ทำให้ร่างกายสามารถรักษาอุณหภูมิให้คงที่ได้ตลอดเวลา
  • ช่วยในกระบวนการรับความรู้สึก (Sensation) ในชั้นหนังแท้มีเส้นประสาทจำนวนมากที่ทำหน้าที่รับรู้ ความร้อน ความเย็น การสัมผัส ความเจ็บปวด ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการปกป้องร่างกายจากอันตราย เช่น การรู้สึกเจ็บเมื่อถูกของมีคม หรือร้อนเมื่อเข้าใกล้ไฟ
  • เกี่ยวข้องกับความงามและความอ่อนเยาว์ของผิว โครงสร้างผิวโดยเฉพาะส่วนของ  Collagen, Elastin และ Hyaluronic Acid จะกำหนดความแน่น ยืดหยุ่น และความชุ่มชื้นของผิวโดยตรง หากโครงสร้างผิวหนังแข็งแรง ผิวจะดูเรียบเนียน กระชับ และอ่อนเยาว์ แต่ถ้าเสื่อมสภาพ จะเห็นริ้วรอย ความหย่อนคล้อย และความหมองคล้ำได้ชัดเจน
  • ช่วยในกระบวนการผลัดเซลล์และฟื้นฟู (Regeneration) หนังกำพร้ามีการผลัดเซลล์ใหม่ทุก ๆ ประมาณ 28 วัน ช่วยให้ผิวดูสดใส และซ่อมแซมความเสียหายจากแสงแดดหรือสิว

ผิวหนังแต่ละชั้นเหมาะกับเครื่องยกกระชับตัวไหนบ้าง ?

เครื่องยกกระชับผิวแต่ละประเภท จะทำงานในความลึกของผิวต่างกัน ซึ่งผิวของเรามีหลายชั้น ดังนั้นการเลือกเครื่องที่เหมาะสมกับชั้นผิวจึงสำคัญมาก เพื่อให้ยกกระชับได้ตรงจุดและเห็นผลชัดเจนที่สุด 

ผิวหนังแต่ละชั้นเหมาะกับเครื่องยกกระชับตัวไหนบ้าง ?

ชั้นหนังกำพร้า (Epidermis) 

เป็นชั้นบนสุดของผิว ทำหน้าที่ปกป้องและผลัดเซลล์ผิวเก่า เน้นที่การปรับสภาพผิวผิวนอกให้เรียบเนียน กระจ่างใส ลดความหยาบกร้าน และเสริมเกราะป้องกันผิว มากกว่ายกกระชับลึกลงไปแบบแก้ผิวยกกรอบหน้า เช่น

  • โปรแกรม Ultherapy Prime (อัลเทอราพี ไพร์ม) เป็นเวอร์ชันล่าสุดด้วยพลังงานอัลตราซาวนด์แบบจุดโฟกัสสูง (Micro-Focused Ultrasound) ที่ได้รับการพัฒนาให้มีความแม่นยำมากขึ้น พร้อมภาพอัลตราซาวนด์ real-time ช่วยให้แพทย์มองเห็นชั้นผิวที่ทำงานได้ทันที และเลือกยิงพลังงานได้ตรงจุดมากขึ้น

ชั้นหนังแท้ (Dermis) 

สำหรับการยกกระชับผิวที่เน้น ชั้นหนังแท้ (Dermis) ซึ่งเป็นชั้นหลักที่มีคอลลาเจนและอีลาสตินอยู่มาก เครื่องมือที่เหมาะควรใช้งานเพื่อกระตุ้นคอลลาเจนใหม่และทำให้ผิวแน่นขึ้น  เช่น 

  • โปรแกรม Thermage FLX เป็นเทคโนโลยีที่ใช้คลื่น วิทยุความถี่สูง (monopolar radio-frequency; RF) ส่งพลังงานความร้อนลึกเข้าสู่ชั้นผิวหนังและชั้นเนื้อเยื่อใต้ผิว เพื่อให้คอลลาเจนในผิวหดตัว และกระตุ้นให้สร้างคอลลาเจนใหม่ขึ้นมา ส่งผลให้ผิวแน่นขึ้น เรียบขึ้น และกรอบหน้าชัดขึ้น 
  • โปรแกรม Morpheus8 เป็นเทคโนโลยีไมโครนีดเดิ้ลร่วมกับคลื่นวิทยุ (RF microneedling) ซึ่งใช้เข็มขนาดเล็ก (microneedles) ร่วมกับพลังงานคลื่นวิทยุส่งลึกเข้าสู่ผิวหนังและชั้นไขมันใต้ผิว เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน
  • โปรแกรม Potenza เป็นการรักษาผิวด้วยเทคโนโลยี RF Microneedling (ใช้เข็มขนาดเล็ก + พลังงานคลื่นวิทยุ RF) ซึ่งถูกพัฒนาโดย Cynosure และมีจุดเด่นคือสามารถปรับพลังงานได้หลากหลายโหมด รวมทั้งมีหัวทิป (tip) หลายแบบ ที่ช่วยเจาะลึกหรือผลักตัวยา/วิตามินเข้าสู่ผิวชั้นลึกได้มากขึ้น

ชั้นไขมันใต้ผิว / ชั้น SMAS (Subcutaneous & SMAS Layer) 

เป็นชั้นลึกสุดที่เชื่อมกับกล้ามเนื้อใบหน้า เป็นส่วนที่ทำให้เกิด “ความหย่อนคล้อย” เมื่ออายุมากขึ้น การเลือกเครื่องที่มีความสามารถส่งพลังงานลงลึกได้จึงมีความสำคัญมาก โดยเฉพาะเครื่อง HIFU / MFU (Micro/Macro Focused Ultrasound) ที่สามารถเข้าไปถึงชั้น SMAS ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น 

  • โปรแกรม Ultherapy เป็นเทคโนโลยียกด้วยการใช้พลังงานอัลตราซาวนด์โฟกัสสูง (micro-focused ultrasound) เพื่อส่งพลังงานความร้อนลงสู่ชั้นลึกของผิวหนังและเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง โดยเฉพาะในชั้นที่มีคอลลาเจนและอีลาสตินอยู่ (รวมถึงชั้น SMAS) พลังงานจะช่วยให้คอลลาเจนเก่า “หดตัว” และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ขึ้นมา ทำให้ผิวยกขึ้น และกรอบหน้าชัดขึ้นตามธรรมชาติ
  • โปรแกรม Ultraformer III ซึ่งใช้เทคโนโลยี HIFU (High-Intensity Focused Ultrasound) หรือถูกระบุว่าเป็น MMFU (Micro & Macro Focused Ultrasound) เพื่อยิงพลังงานอัลตราซาวนด์ลงลึกถึงชั้นใต้ผิวหนัง เช่น ชั้น SMAS และชั้นไขมันใต้ผิว เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและยกกระชับผิว ระบบนี้มีหัวทิป (cartridges) หลายขนาดและความลึก เพื่อให้เหมาะกับจุดที่ต้องการรักษาหลายๆ บริเวณ
  • โปรแกรม Liftera เป็นนวัตกรรมที่ใช้เทคโนโลยี High‑Intensity Focused Ultrasound (HIFU) ร่วมกับระบบเฉพาะที่เรียกว่า Thermal Diffusion Treatment™ (TDT™) ที่ช่วยนำพลังงานความร้อนอย่างแม่นยำเข้าสู่ชั้นลึกของผิว เช่น ชั้นหนังแท้ (Dermis) ชั้น SMAS และบางครั้งถึงชั้นไขมันใต้ผิวโดยไม่ทำลายผิวชั้นบน โปรแกรม Liftera มีหัว applicator หลายแบบ ซึ่งช่วยให้ทำงานได้แม่นยำในบริเวณที่เข้าถึงยาก

อ่านบทความที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่ : ยกกระชับใบหน้า ด้วยโปรแกรมราชินีติดเทอร์โบ ที่ลีเอนจาง

เมื่ออายุเพิ่มขึ้น โครงสร้างผิวเปลี่ยนอย่างไร? สัญญาณที่บอกว่าผิวเริ่มเสื่อมสภาพ

เมื่ออายุเพิ่มขึ้น โครงสร้างผิวเปลี่ยนอย่างไร? สัญญาณที่บอกว่าผิวเริ่มเสื่อมสภาพ

เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น โครงสร้างผิวหนังของเราจะค่อย ๆ เสื่อมสภาพตามกาลเวลา โดยเริ่มจากการทำงานของเซลล์ผิวที่ช้าลง การสร้างคอลลาเจน อีลาสติน และไฮยาลูรอนิกแอซิดลดลง ส่งผลให้ผิวสูญเสียความยืดหยุ่นและความชุ่มชื้น ชั้นหนังแท้เริ่มบางลง โครงสร้างผิวไม่แน่นเหมือนเดิม ขณะที่ไขมันใต้ผิวก็ลดลงและเคลื่อนตัว ทำให้รูปหน้าดูหย่อนคล้อย ไม่กระชับเหมือนวัยเยาว์ 

นอกจากนี้กระบวนการผลัดเซลล์ผิวในชั้นหนังกำพร้ายังช้าลง ทำให้ผิวหมองคล้ำ ไม่สดใส และเกิดจุดด่างดำได้ง่ายขึ้น สัญญาณที่บ่งบอกว่าผิวเริ่มเสื่อมสภาพ ได้แก่ ผิวแห้งกร้าน ขาดน้ำ ริ้วรอยเริ่มปรากฏบริเวณรอบดวงตาและมุมปาก ผิวไม่ตึงกระชับ รูขุมขนกว้างขึ้น สีผิวไม่สม่ำเสมอ รวมถึงเกิดความหย่อนคล้อยบริเวณแก้มและกรอบหน้า 

การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เกิดจากทั้งปัจจัยภายใน เช่น อายุและฮอร์โมน รวมถึงปัจจัยภายนอกอย่างแสงแดด มลภาวะ และการพักผ่อนไม่เพียงพอ ดังนั้นการดูแลผิวตั้งแต่เนิ่นๆ จึงเป็นกุญแจสำคัญในการชะลอความเสื่อมของโครงสร้างผิวและรักษาความอ่อนเยาว์ให้ยาวนานขึ้น ✨

โครงหน้าเป๊ะ ปรับรูปหน้าปังต้องที่ ลีเอนจาง

การปรับรูปหน้าที่ Lienjang Clinic โดดเด่นด้วยมาตรฐานจากเกาหลีที่ชำนาญด้านการปรับรูปหน้าแบบไม่ต้องศัลยกรรม โดยจะเน้นการวิเคราะห์โครงสร้างใบหน้าแบบรายบุคคล เพื่อเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมที่สุด เช่น การฉีดโปรแกรมโบท็อกซ์ โปรแกรมฟิลเลอร์ หรือการยกกระชับด้วยเครื่องพลังงานต่าง ๆ 

อีกทั้งที่ Lienjang Clinic ยังใช้ตัวยาและเครื่องมือที่ผ่านการรับรองมาตรฐานระดับสากล ทำให้มั่นใจได้ทั้งในเรื่องของความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่เห็นจริง หากสนใจโปรแกรมปรับรูปหน้าที่ลีเอนจาง คลินิก สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Line Official Account : @Lienjangthailand

สรุป

การเข้าใจโครงสร้างผิวหนังในแต่ละชั้น คือกุญแจสำคัญในการเลือกเครื่องยกกระชับที่เหมาะสมกับปัญหาผิวของคุณมากที่สุด เพราะผิวแต่ละชั้นมีบทบาทต่างกัน การเลือกใช้พลังงานให้ตรงจุด จะช่วยให้ผลลัพธ์เห็นชัดกว่าเดิม ทั้งในเรื่องของความตึง ความยืดหยุ่น และความเรียบเนียนของผิว การรู้ลึกถึง “โครงสร้างผิว” จึงช่วยให้คุณเลือกทำหัตถการได้อย่างมั่นใจและเห็นผลลัพธ์อย่างปลอดภัยที่สุด ✨

สอบถามปรึกษาแพทย์ฟรี

สอบถามปรึกษาแพทย์ฟรี